ประกันสุขภาพ

ประกันสุขภาพ
NEWSDAY

ประกันสุขภาพ เทียบหมัดต่อหมัด แบบเหมาจ่าย ดีกว่าแบบแยกค่ารักษาจริงหรือไม่

ประกันสุขภาพ เทียบหมัดต่อหมัด แบบเหมาจ่าย ดีกว่าแบบแยกค่ารักษาจริงหรือไม่ ด้วยความที่คนในสังคมยุคปัจจุบันได้เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงต่ออาการเจ็บป่วย และการมีโอกาสเป็นโรคร้ายแรง (เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง) ได้อย่างไม่คาดฝัน จากการใช้ชีวิตในทุกวันนี้ ทำให้คนทั่วไปเริ่มหันมาให้ความสำคัญและดูแลสุขภาพของตัวเอง ทั้งการออกกำลังกาย รวมถึงการวางแผน “ป้องกัน” ความเสี่ยงของค่ารักษาพยาบาลที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ด้วยการทำ “ประกัน” กันมากขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจและศึกษาการทำ “ประกันสุขภาพ” PG SLOT เพื่อช่วยคุ้มครองเงินในกระเป๋าตัวเองจากค่ารักษา ที่นับวันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อพูดถึงการทำประกันสุขภาพขึ้นมาแล้ว ในกระแสตอนนี้ก็เริ่มมีการสนับสนุนให้คนทำประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” ค่ารักษาพยาบาล เป็นหลัก เพราะมีความคุ้มครองสูง คุ้มค่ากับเบี้ยที่จ่ายไป ทำให้อุ่นใจกับการป้องกันความเสี่ยงมากกว่าประกันสุขภาพแบบเก่า ที่เป็นประกันสุขภาพแบบ “แยกค่ารักษา” ดังนั้นวันนี้ ผมจึงขออาสาพาทุกคนไปไขข้อสงสัยไปพร้อมกันว่า ที่เขาว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายดีมากๆนั้น มันจะดีจริงตามที่เขาว่าหรือไม่ ?

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจให้ทุกคนทราบก่อนนะคะว่า ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายคืออะไร? และต่างจากประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษาอย่างไร ?

เรื่องของเรื่องก็คือ ประกันสุขภาพในส่วนที่เป็นความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไปนั้น ในช่วงก่อนหน้านี้ จะเป็นแบบ “แยกค่ารักษา” นั่นก็คือ บริษัทประกันสุขภาพจะกำหนดความคุ้มครองออกมาเป็นค่ารักษารายการต่างๆ และกำหนดวงเงินความคุ้มครองให้แต่ละรายการนั้น เช่น ค่าห้อง 2,000 บาทต่อคืน ค่าผ่าตัด 50,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น ซึ่งเราก็จะสามารถเบิกเคลมค่ารักษาที่เกิดขึ้นได้เฉพาะรายการที่กำหนด และเบิกได้ไม่เกินวงเงินที่กำหนดนั้น ถ้าเกิน เราจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินนั้นเอง

แต่ในปัจจุบัน ด้วยความที่ค่ารักษาพยาบาลต่างๆเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้วงเงินค่ารักษาแบบแยกค่ารักษาที่ถูกกำหนดไว้ เริ่มไม่ครอบคลุมกับค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน บริษัทประกันจึงต้องออกประกันสุขภาพแบบใหม่ที่ครอบคลุมค่ารักษาได้มากขึ้น นั่นก็คือแบบ “เหมาจ่ายค่ารักษา” โดยจะมีส่วนที่เหมือนกับแบบแยกค่ารักษาเหมือนเดิมคือ บางรายการก็ยังคงเป็นแบบแยกค่ารักษาเอาไว้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็น “ค่าห้อง” รวมถึงรายการต่างๆ แต่ความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ จะมีการกำหนดวงเงิน “เหมาจ่าย”

เอาไว้ในรอบปีกรมธรรม์ ซึ่งจะเป็นวงเงินสูงสุดที่จะเบิกค่ารักษาได้ รวมกันต่อปี ไม่เกินนี้ และกำหนดให้บางรายการ ที่เคยเป็นรายการที่ถูกกำหนดวงเงินค่ารักษา มาเป็นวงเงินที่เบิกค่ารักษาได้ตามจริงอยู่ภายในวงเงินเหมาจ่ายที่ให้ไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ วงเงินเหมาจ่ายที่บริษัทกำหนด ก็มักจะเป็นวงเงินที่สูงจนถึงหลักล้าน (บางบริษัทอาจจะสูงถึงหลักสิบล้าน) เพื่อพยายามให้ครอบคลุมค่ารักษาในปัจจุบันมากขึ้น นอกจากนั้น ก็ยังมีการเพิ่มรายการค่ารักษาบางรายการ ที่ของแบบแยกค่ารักษาไม่เคยมีอีกด้วย

ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ผมจะขอยกตัวอย่างความแตกต่างระหว่าง
 “แบบแยกค่ารักษา” กับ “แบบเหมาจ่ายค่ารักษา” ให้เห็นชัดๆ ตามตารางนี้

new2day

เมื่อเปรียบเทียบแบบแยกค่ารักษา กับแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ที่แผนค่าห้อง 5,000 บาทเหมือนกัน จะพบว่า กรณีเป็นผู้ป่วยในนั้น สำหรับแบบแยกค่ารักษา รายการค่าแพทย์ผ่าตัดและหัตถการ, ค่าแพทย์วิสัญญี และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ จะถูกแยกรายการและวงเงินออกมาต่างหาก

แต่แบบเหมาจ่าย ทั้ง 3 รายการจะใช้วงเงินเดียวกันคือหักออกจากวงเงินเหมาจ่ายที่ไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อครั้ง รวมแล้วไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อปีเลย ซึ่งในกรณีนี้ วงเงินสูงสุดต่อครั้งคือ 1.5 ล้านบาท และวงเงินสูงสุดต่อปีคือ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

ส่วนกรณีผู้ป่วยนอก แบบแยกค่ารักษาจะมีวงเงินเฉพาะรายการ ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาฯ และค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน เท่านั้น ในขณะที่แบบเหมาจ่าย รายการค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาฯ จะอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาเลย และยังมีรายการความคุ้มครองอื่นๆเพิ่มเข้ามาอีก คือค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องฯ และค่าล้างไต เคมีบำบัด และค่ารังสีบำบัดอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อมีความคุ้มครองที่สูงกว่า และมีรายการความคุ้มครองมากกว่า ก็เป็นเรื่องปกติที่ค่าเบี้ยประกันของแบบเหมาจ่ายค่ารักษาจะสูงกว่าแบบแยกค่ารักษา ซึ่งจากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าสูงกว่าประมาณ 3 เท่า เลยทีเดียว

(อย่างไรก็ตาม ค่ารักษารายการไหนจะอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายหรือไม่ หรือมีค่ารักษารายการอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง และค่าเบี้ยจะเป็นเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันเหมาจ่ายของแต่ละบริษัทประกันสุขภาพด้วยเช่นกัน)

สรุปจุดเด่น-จุดด้อย ของประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล แต่ละแบบ
แบบแยกค่ารักษา

จุดเด่น

แม้จะมีการกำหนดวงเงินค่ารักษาแต่ละครั้งสำหรับโรคใดโรคหนึ่ง แต่ไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุดต่อปี ทำให้หากปีนั้นป่วยหลายโรค (หรือโรคเดียวกัน แต่เป็นหลายครั้ง แต่ละครั้งห่างกันเกิน 90 วัน) ก็จะทำให้เบิกวงเงินที่เริ่มนับใหม่ได้เรื่อยๆ

ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าแบบเหมาจ่ายเยอะมาก ทำให้เหมาะกับคนที่มีงบทำประกันน้อย หรือคนที่กำลังมองหาประกันสุขภาพให้คุณพ่อคุณแม่ ที่ค่าเบี้ยไม่สูงมากนัก (เพราะค่าเบี้ยแบบเหมาจ่ายของคนที่อายุมากๆจะยิ่งสูงมาก)

จุดด้อย

วงเงินค่ารักษาแต่ละรายการไม่สูงมากนัก ทำให้ไม่ครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

รายการคุ้มครองที่เบิกได้ น้อยกว่าแบบเหมาจ่าย

แบบเหมาจ่ายค่ารักษา

จุดเด่น

มีวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปีให้ ซึ่งเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูงถึงหลักล้าน ทำให้มีโอกาสครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า

มีรายการคุ้มครองหลายรายการ มากกว่าแบบแยกค่ารักษา

จุดด้อย

ค่าเบี้ยประกันต่อปีค่อนข้างสูง และถ้ายิ่งเป็นแผนที่วงเงินเหมาจ่ายสูงมากๆ ค่าเบี้ยก็จะยิ่งสูงขึ้นตาม

หากใครที่ศึกษารูปแบบของประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาตามที่อธิบายมา แล้วสนใจแบบเหมาจ่ายค่ารักษามากกว่า ซึ่งถ้าใครยังมีคำถามและยังสงสัยอยู่ว่า จะทำประกันสุขภาพแบบไหนหรือทำประกันชีวิตบริษัทไหนดี? ผมขอยกตัวอย่างประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาที่น่าสนใจขึ้นมาสักแบบ มา Review ให้ทุกคนได้พิจารณากัน

นั่นก็คือ “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาจาก Manulife โดยแบบประกันนี้ที่มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ : PGSLOT

รายการค่ารักษา ไม่ว่าจะกรณีผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก (ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกสำหรับค่าล้างไต เคมีบำบัด รังสีบำบัด, ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินเนื่องจากอุบัติเหตุ และค่ารักษาพยาบาลหลังออกจากรพ.) เกือบทั้งหมดอยู่ในวงเงินเหมาจ่าย ยกเว้นแค่ ค่าห้อง เท่านั้น

สามารถเบิกค่าห้องได้ไม่จำกัดจำนวนวัน (ทั่วไปมีการกำหนดจำนวนวันที่เบิกได้ ตั้งแต่ 125-180 วัน)

สามารถเลือกจับคู่ค่าห้อง กับวงเงินเหมาจ่ายต่อปีได้ ทำให้เลือกจับคู่ค่าห้องกับวงเงินเหมาจ่ายที่เหมาะกับตัวเอง และค่าเบี้ยที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ในขณะที่แบบเหมาจ่ายทั่วไป ค่าห้องจะถูกกำหนดตามวงเงินเหมาจ่ายแต่ละแผนเลย ไม่สามารถเลือกได้

ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง หลังออกจากรพ.นานถึง 60 วัน

วงเงินเหมาจ่ายมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ต่ำสุด 250,000 บาทต่อปี จนถึงสูงสุด 6 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถตอบโจทย์ได้สำหรับคนทุกกลุ่ม

หากไม่มีเคลม ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะถูกลง สูงสุด 30% ของค่าเบี้ยปกติ หากไม่ได้เคลมตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป (และหากปีไหนมีเคลม ก็จะมีส่วนลดที่ค่อยๆลดลงในปีถัดไป เป็น 20% ไม่ได้กลับมาไม่มีส่วนลดเลยในทันที)

ตัวอย่างผลประโยชน์ และความคุ้มครองของ “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมและคุ้มค่าที่สุดจาก Manulife

สรุป ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ดีกว่าแบบแยกค่ารักษาจริงไหม?

ก็ต้องขอตอบตามตรงว่า สำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ก็น่าจะตอบโจทย์มากกว่าแบบแยกค่ารักษาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินค่าเบี้ยประกันแบบเหมาจ่ายด้วยว่า เราจ่ายไหวไหม ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต จนถึงอายุมากๆ โดยเฉพาะช่วงหลังเกษียณ ที่ค่าเบี้ยจะสูงขึ้นมาก (เกิน 5-6 หมื่นบาทต่อปี) โดยอาจจะประเมินค่าเบี้ยที่เหมาะสมให้ไม่เกิน 10% ของรายได้ทั้งปีของเรานั่นเองครับ

ส่วนแบบแยกค่ารักษาไม่ใช่จะแย่กว่าทุกกรณีเสมอไปนะครับ เพราะสำหรับใครที่มีงบทำประกันสุขภาพต่อปีไม่สูงมากนัก ประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษา ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ เพราะถึงแม้วงเงินค่ารักษาอาจจะไม่ครอบคลุมนัก แต่อย่างน้อย ก็ถือว่ายังมีวงเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเราแบ่งเบาภาระค่ารักษาที่อาจเกิดขึ้นได้

เว็บไซต์แนะนำ:  ศัลยกรรม  ท่องเที่ยว   sa-gaming SLOTXO GAMEMING NEWS ดวง SLOT สล็อต SLOT ผู้ใช้งาน 1 คน กับ รายได้ ของ facebook